วันศุกร์ ตอนเที่ยงกว่าๆ
ผมยังอยู่ที่หอ แต่งตัวเตรียมไปสภาสถาปนิก เพื่อจ่ายค่าสมัครสอบ
อู... 2,000 แน่ะเจ้าข้าเอ๊ย..
คนสมัครมีรายชื่อยาวเป็นหางว่าว ได้ไปสักเท่าไหร่กันเนี้ย
อะ... อัพโหลดเสร็จแล้ว ได้ไปซะที...
ว่าแต่ เรื่องนี้มันเล่ายาวนี่หว่า ไม่ขยายความละกัน
เมื่อผมไปถึงอนุเสาวรีย์(ที่ๆผมคิดว่ามันไปไหนต่อไหนได้ง่ายๆ)
ผมมองดูรถเมล์ที่จอดเรียงรายอยู่ริมฟุตบาท
ไม่มีคันไหนไปสะพานพระราม 8 สักคนเลยแฮะ
สนามหลวงก็ไม่มี... ทำไงดีหว่า (ตอนนี้เริ่มคิดแล้วว่ามันไปไหนไม่ได้ง่ายๆหรอก)
โทรถามอาทีนึง แล้วก็ตัดสินใจ
"มั่วเอาก็ได้วะ"
ผมตัดสินใจ ขึ้นสาย 8 ทันที คาดว่ามันน่าจะผ่านไปที่ใกล้ๆสนามหลวงได้บ้าง
เมื่อนั่งไปถึงแถวๆ สะพานขาว ด้วยสัญชาติญานการเดาจากสะพานที่เห็นอยู่ข้างหน้ารำไร
จึงรีบรุดลงจากรถไปทันที พร้อมกับพกความมั่นใจเดินไปที่สะพานด้านหน้านั่น
"ที่นี่แหละ!" สถานที่ๆคุ้นตา เมื่อตอนเพื่อนขับรถมาเมื่อคราวก่อนก็ผุดขึ้นมาอีกครั้ง!
ผมมองเห็นท่าเรือผ่านฟ้า ที่เคยนั่งมาเมื่อคราวก่อนได้
อา เส้นทางในหัวผมมาบรรจบกันอีกครั้ง มีเส้นทางใหม่เกิดขึ้นในหัวผมแล้ว!!
ผมเดินตัดไปยังถนนอีกด้าน ที่เพื่อนมันเคยบอกว่า ถ้าเข้าไปทางนี้ได้ก็ถึงเลย
ด้วยความไม่ลังเลใจ ผมเดินเลียบถนนไปเรื่อยๆ มีฝรั่งมันยืนดูดปากกันอยู่ฝั่งขะนู้นให้อิจฉาเล่นด้วย
"สะพานพระราม 8" ผมเห็นป้ายชี้ทาง พลางคิดในใจว่า กุมาถูกทางแล้ว
แต่ทว่า เหมือนว่าเดินอ้อมเป็นรูปตัวยูยังไงไม่รู้สิ....
แอบด่าตัวเองอยู่นิดๆ ที่ไม่ยอมเชื่อป้ายบอกทาง ดันเดินไปดูสะพานซะงั้น
ผมเดินเลียบถนนไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ เรื่อยๆ เรื่อยๆ เรื่อยๆ เรื่อยๆ เรื่อยๆ เรื่อยๆ
เรื่อยๆ เรื่อยๆ เรื่อยๆ เรื่อยๆ เรื่อยๆ เรื่อยๆ เรื่อยๆ เรื่อยๆ เรื่อยๆ เรื่อยๆ เรื่อยๆ
เรื่อยๆ เรื่อยๆ เรื่อยๆ จนมองเห็นสะพานพระราม 8 อยู่ไกลๆ อา ใกล้ถึงแล้วไอ้ต้องเอ๊ย
ว่าแต่ว่า ไอ้โรงแรมตรัง หรือสภาสถาปนิกเนี่ยมันอยู่ตรงไหนวะ รู้แค่ว่าอยู่ใกล้ๆสะพานเท่านั้นเอง
ผมเดินมาจนถึงย่านโรงแรม มีป้ายโรงแรมมากหน้าหลายตาให้เห็น
แต่ไม่เจอโรงแรมตรังเลย อุวะ ด้วยความกลัวจะหลง แต่หาใครถามไม่ได้ตลอดทาง
ก็ไปเจอมอไซด์วินเข้า ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเวลาถามทางผมถึงชอบถามมอไซด์วิน
แต่ดูท่าทางเขาว่างดี น่าจะตอบเราได้ แต่อาม่าที่นั่งขายลูกชิ้นเหี่ยวๆ ไม่มีลูกค้านี่เค้าไม่ว่างใช่แมะ
ผมเดินเข้าไปถามมอไซด์วิน กะว่าถ้าเค้าบอกว่ามันอยู่ในอีกซอกตึกนู่น จะให้ขับไปส่งซะเลย
"โรงแรมตรังไปทางไหนครับ"
"ฝั่งตรงข้ามเลยน้อง" เขาพูดพร้อมกับยกมือชี้ไปยังด้านหลังของผม
ผมหันไปด้านหลัง แล้วพูดว่า "อ๋อ ครับ" แล้วนึกขึ้นมาได้ ข้างหลังเรอะ!!เวรกรรม แค่ตรงนี้เอง
ทำไมกรูมองไม่เห็นวะ นึกว่าอยู่ฝั่งนี้ซะอีก อายมอไซด์มันมั้ยนั่น...
"เดินตามป้ายไปนู่นน่ะ เด๋วก็เจอ" โอเคครับพี่ ถ้าเดินตามป้ายนั่นแล้วผมไม่เจอ ป้ายมันคงน้อยใจแย่เนอะเนี่ย
ในที่สุดผมก็มาถึงจนได้ เดินมาไกลดีเหมือนกัน ไม่รู้ว่าเดินมาได้ไงเหมือนกัน ไกลขนาดนี้
ไม่สิ! ต้องเดินมาได้สิ ก็มันหมดเขตวันนี้นี่หว่า ไม่เดินมาเมิงจะได้สอบม้ายยย นั่งรถก็ไม่รู้ใช่มะว่าสายไหนมานี่
เอ้อ เอาเหอะ รีบๆไปจ่ายตังแล้วกลับเห๊อะ
จ่ายตังไปแล้วสองพัน กระเป๋าโล่งขึ้นเยอะ
ผมเดินไปเข้าเซเว่น แล้วหาของกิน เพราะยังไม่ได้กินข้าวกลางวันมา
แล้วสายตาก็ทอดยาวไปยังสะพานพระราม 8
"ต้องมีริมน้ำแน่เลย"
ใช่สิครับ มีสะพานต้องมีริมน้ำสิ ถ้ามันมีแต่ดินเค้าจะสร้างสะพานมาให้ข้ามมั้ยเนี่ย
ผมเดินไปยังด้านนั้นทันที ไม่รู้เป็นอะไรเหมือนกัน แต่อยากเห็นแม่น้ำ
แบบว่า ถ้าเห็นแม่น้ำแล้วรู้สึกดีอ่ะ เหมือนได้กลับบ้าน แหะๆ
ผมจัดการข้าวกลางวันค่อนไปทางเย็นเสร็จเรียบร้อย ในระหว่างที่ดูแม่น้ำไปด้วย
แบบนี้ละมั้งที่เค้าเรียกว่า กินเอาบรรยากาศ น่ะ
ใต้สะพานนี้ก็สงบดีเหมือนกันนะ แต่มันยังไม่ค่อยคึกคักเลย
ถ้ามีกิจกรรมมากกว่านี้คงดีเหมือนกัน....ผมคิดหยั่งกับจะทำการปรับปรุงพื้นที่ใต้สะพานเหมือนตอนปี4
แต่คิดไปก็เท่านั้น.....
เอาละ ถึงเวลาที่จะต้องกลับแล้ว อา กลับยังไงดี.....
บอกตรงๆว่าตอนมาก็มั่วมาเป็นครั้งแรก ไอ้ตอนกลับนี่ก็ด้วย กลับไม่เป็นครับท่าน
โทรไปถามน้องล้ง ล้งก็บอกมาเป็นนัยๆ เอาอีกละ จะกลับไปถึงอนุเสาวรีย์ครบ 32 มั้ยเนี่ย
นั่งรอรถตรงป้าย มีรถสาย 32 ที่วิ่งไปปากเกร็ดแกล้งผ่านหน้าผมอยู่หลายคัน
เหมือนจะรู้ว่าผมกลับบ้านไม่ได้วันนี้ เลยมาเยาะเย้ย ฮึ่ม...
รอรถไปสักพัก เริ่มไม่พอใจ ความคิดประหลาดก็เริ่มเข้าครอบคลุมอีกครั้ง
"เดินกลับไปขึ้นเรือก็ได้วะ"
เท่านั้นแหละครับ โปรดอ่านกลับขึ้นไปด้านบน จนที่ผมเดินถึงท่าเรือผ่านฟ้านั่นแหละ
ทางเดียวกันเด๊ะเลย ไอ้มอไซด์คนเดิมมันก็ยังยืนอยู่ด้วย แต่ฝรั่งที่ดูดปากกันอยู่นั่นหายไปแล้ว
และแล้วก็กลับมาถึงท่าเรือผ่านฟ้าโดยสวัสดิภาพ
คิดๆแล้ววันนี้เดินกระจายเหมือนกัน เป็นคนไม่รู้ทางนี่แย่นะ
แต่ก็ถือว่าได้ออกกำลัง(อย่างหนัก)ไปในตัว+หาเส้นทางใหม่ๆ ให้ชีวิต อิอิ
ผมก็ไม่รู้ว่า ทำไมผมถึงเดินไปได้ซะขนาดนั้น อย่างแรกคงเพราะว่ามันมีจุดมุ่งหมายที่ต้องทำละนะ
ส่วนอย่าที่สองที่ผมรู้สึกก็คือ การเดินด้วยขาของเราเองเนี่ย
มันรู้สึกได้ถึงความอิสระของตัวเองอย่างมากมายเลยนะ
ต้องจี้คุง ผู้ยักคิ้วข้างเดียวได้
ใครอ่านจบ ผมขอขอบคุณอย่างใจจริง และสุดซึ้งครับ แฮ่ๆ


